Co-payment ประกันสุขภาพ คืออะไร? เกณฑ์ 30%-50% ปี 2569
อัพเดทล่าสุด: 20 ส.ค. 2026
96 ผู้เข้าชม


Co-payment ประกันสุขภาพ หรือ การร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล เป็นหนึ่งในเรื่องที่ผู้ทำประกันสุขภาพควรรู้ เพราะหลายคนเข้าใจว่าเมื่อมีระบบ Co-payment แล้ว ผู้เอาประกันทุกคนต้องออกค่ารักษาเอง 30% หรือ 50% ซึ่งความจริง ไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องร่วมจ่าย
บทความนี้จะอธิบายแบบเข้าใจง่ายว่า Co-payment คืออะไร ใครบ้างที่อาจเข้าเงื่อนไข ต้องจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ เริ่มใช้เมื่อไร และแตกต่างจาก Deductible อย่างไร
คำตอบสั้น: Co-payment คือการที่ผู้เอาประกันภัยร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลบางส่วนตามสัดส่วนที่กำหนด เช่น 30% ส่วนบริษัทประกันรับผิดชอบส่วนที่เหลือตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดย Co-payment ในการต่ออายุไม่ได้เกิดกับผู้เอาประกันภัยทุกคน แต่พิจารณาตามหลักเกณฑ์การเคลมในรอบปีกรมธรรม์
Co-payment ประกันสุขภาพ คืออะไร?
Co-payment (โคเพย์เมนต์) หมายถึง การมีส่วนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย
ตัวอย่างเช่น
ค่ารักษาพยาบาลที่อยู่ในความคุ้มครอง = 100,000 บาท
หากกรมธรรม์กำหนด Co-payment 30%
- ผู้เอาประกันภัยร่วมจ่าย 30,000 บาท
- บริษัทประกันจ่าย 70,000 บาท
ทั้งนี้ การจ่ายจริงต้องเป็นไปตามวงเงิน ความคุ้มครอง และเงื่อนไขของกรมธรรม์แต่ละฉบับ
Co-payment มี 2 รูปแบบหลัก
สำนักงาน คปภ. อธิบายว่า แนวทาง Co-payment ของประกันสุขภาพสามารถพบได้ 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
1. Co-payment ที่เลือกตั้งแต่เริ่มทำประกัน
เป็นแผนประกันสุขภาพที่กำหนดให้ผู้เอาประกันภัยมีส่วนร่วมจ่ายค่ารักษาตามเปอร์เซ็นต์ที่ระบุไว้ตั้งแต่เริ่มต้นสัญญา
ตัวอย่างเช่น
Co-payment 10%
ค่ารักษา 10,000 บาท
ผู้เอาประกันภัยจ่าย 1,000 บาท และบริษัทประกันจ่ายส่วนที่เหลือตามเงื่อนไขกรมธรรม์
ข้อดีของรูปแบบนี้คือ โดยทั่วไปอาจช่วยให้ค่าเบี้ยประกันลดลงเมื่อเทียบกับแผนที่ไม่มีการร่วมจ่าย
เหมาะกับผู้ที่มีสวัสดิการบริษัท ประกันกลุ่ม หรือมีเงินสำรองสำหรับค่ารักษาบางส่วนอยู่แล้ว
2. Co-payment ในปีต่ออายุกรมธรรม์
อีกกรณีหนึ่งคือ Co-payment ที่เกิดขึ้นในปีกรมธรรม์ถัดไป เมื่อพฤติกรรมการเรียกร้องสินไหมในปีที่ผ่านมาเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
จุดสำคัญคือ
ไม่ได้หมายความว่าผู้ทำประกันสุขภาพทุกคนจะต้องจ่าย Co-payment
บริษัทต้องแจ้งเงื่อนไขนี้ให้ผู้เอาประกันภัยทราบตั้งแต่วันที่เริ่มทำประกัน และไม่สามารถเพิ่มเงื่อนไขดังกล่าวขึ้นภายหลังโดยไม่มีอยู่ในสัญญาเดิมได้
Co-payment 30% เกิดขึ้นกรณีไหน?
ตามคำชี้แจงของสำนักงาน คปภ. การพิจารณา Co-payment ในปีต่ออายุสามารถแบ่งเป็นหลักเกณฑ์สำคัญได้ดังนี้
กรณีที่ 1 เคลมโรคเล็กน้อยโดยไม่มีความจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล
ผู้เอาประกันภัยอาจต้องมีส่วนร่วมจ่าย ไม่เกิน 30% ในปีกรมธรรม์ถัดไป เมื่อเข้าเงื่อนไขครบพร้อมกัน ได้แก่
- มีการเคลมเป็นผู้ป่วยในจากกลุ่มโรคป่วยเล็กน้อยทั่วไป และไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าจำเป็นต้องรักษาแบบผู้ป่วยใน
- มีการเคลมตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป
- ยอดสินไหมรวมในรอบปีกรมธรรม์ตั้งแต่ 200% ของเบี้ยประกันสุขภาพตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ต้องเข้าเงื่อนไขครบ ไม่ใช่เพียงเคลม 3 ครั้งแล้วจะถูก Co-payment ทันที
กรณีที่ 2 เคลมสูงตั้งแต่ 400%
ผู้เอาประกันภัยอาจมี Co-payment ไม่เกิน 30% ในปีกรมธรรม์ถัดไป เมื่อเข้าเงื่อนไขครบ เช่น
- มีการเคลมเป็นผู้ป่วยในด้วยโรคทั่วไป ซึ่งไม่รวมโรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่
- มีการเคลมตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป
- ยอดสินไหมรวมในรอบปีกรมธรรม์ตั้งแต่ 400% ตามเกณฑ์ที่กำหนด
ดังนั้น การเคลมค่ารักษาสูงเพียงครั้งเดียว ไม่ได้แปลว่าจะถูก Co-payment โดยอัตโนมัติ
Co-payment สูงสุด 50% คืออะไร?
หากผู้เอาประกันภัยเข้าเงื่อนไขทั้งกรณีที่ 1 และกรณีที่ 2 พร้อมกัน อัตราการร่วมจ่ายเมื่อนำมารวมกันจะต้อง ไม่เกิน 50%
ตัวอย่าง
ค่ารักษาที่ได้รับความคุ้มครองในปีถัดไป = 100,000 บาท
หากเข้าเงื่อนไข Co-payment 50%
ผู้เอาประกันภัยอาจร่วมจ่ายไม่เกิน 50,000 บาท และบริษัทประกันรับผิดชอบส่วนที่เหลือตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
เป็นโรคร้ายแรงต้อง Co-payment หรือไม่?
ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงาน คปภ. ชี้แจง การพิจารณา Co-payment จากประวัติการเคลมในปีต่ออายุ ไม่นำการเรียกร้องสินไหมจากโรคร้ายแรงหรือการผ่าตัดใหญ่มาพิจารณาในหลักเกณฑ์ดังกล่าว
ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยไม่ควรเข้าใจว่า หากป่วยหนักหรือมีค่ารักษาสูงแล้วจะถูก Co-payment โดยอัตโนมัติ
ต้องพิจารณาตามรายละเอียดและเงื่อนไขของกรมธรรม์เป็นสำคัญ
เคลม 3 ครั้ง จะโดน Co-payment ทันทีหรือไม่?
ไม่ใช่
นี่เป็นหนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยที่สุด
จำนวนการเคลมเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นเงื่อนไขตัดสินว่าจะต้องร่วมจ่าย
ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย เช่น
- ลักษณะโรค
- ความจำเป็นทางการแพทย์
- จำนวนครั้งที่เคลม
- อัตราส่วนสินไหมต่อเบี้ยประกัน
- ประเภทการรักษา
- เงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์
ดังนั้นคำว่า “เคลม 3 ครั้งต้องจ่าย 30%” จึงไม่ถูกต้องหากกล่าวโดยไม่อธิบายเงื่อนไขประกอบ
ถ้าปีถัดไปไม่เข้าเงื่อนไข ยังต้อง Co-payment ต่อหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องติด Co-payment ตลอดไป
หลักเกณฑ์จะมีการพิจารณาเป็นรายปี
หากในรอบปีกรมธรรม์ถัดไป ผู้เอาประกันภัยไม่เข้าเงื่อนไขที่กำหนด บริษัทสามารถกลับมาใช้เงื่อนไขตามปกติที่ไม่มี Co-payment ตามข้อกำหนดของกรมธรรม์
จึงควรมองว่า Co-payment ในลักษณะนี้เป็นเงื่อนไขที่มีการประเมินใหม่ในแต่ละรอบปี ไม่ใช่บทลงโทษถาวรตลอดอายุกรมธรรม์
Co-payment ต่างจาก Deductible อย่างไร?
หลายคนมักสับสนระหว่าง Co-payment กับ Deductible
Co-payment
คือการร่วมจ่ายเป็น เปอร์เซ็นต์ของค่ารักษาพยาบาล
ตัวอย่าง
ค่ารักษา 100,000 บาท
Co-payment 30%
ผู้เอาประกันจ่าย 30,000 บาท
Deductible
คือ ความรับผิดส่วนแรก ที่ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบก่อนตามจำนวนเงินที่กำหนด
ตัวอย่าง
ค่ารักษา 100,000 บาท
Deductible 30,000 บาท
ผู้เอาประกันรับผิดชอบ 30,000 บาทแรก จากนั้นบริษัทจึงพิจารณาค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือตามเงื่อนไขกรมธรรม์
สรุปง่าย ๆ
Co-payment = จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์
Deductible = จ่ายเป็นจำนวนเงินส่วนแรก
ทำไมจึงมีระบบ Co-payment?
เหตุผลสำคัญของแนวทาง Co-payment คือการช่วยบริหารต้นทุนของระบบประกันสุขภาพ และลดการใช้สิทธิรักษาพยาบาลที่เกินความจำเป็นทางการแพทย์
ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของบริษัทประกัน และท้ายที่สุดอาจสะท้อนกลับมาเป็นค่าเบี้ยประกันสุขภาพของผู้เอาประกันทั้งหมด
แนวคิดของ Co-payment จึงต้องการสร้างความสมดุลระหว่าง
- ผู้เอาประกันภัย
- บริษัทประกัน
- โรงพยาบาล
- ระบบบริการสุขภาพ
เพื่อให้ประกันสุขภาพสามารถดูแลผู้เอาประกันได้ในระยะยาว
Co-payment มีผลกับประกันสุขภาพเดิมทุกฉบับหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกฉบับ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือดูว่า กรมธรรม์หรือสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพของคุณมีเงื่อนไข Co-payment ระบุไว้หรือไม่
สำหรับ Co-payment ในเงื่อนไขการต่ออายุ บริษัทต้องแจ้งเงื่อนไขดังกล่าวตั้งแต่วันที่เริ่มทำประกัน ไม่ใช่เพิ่มขึ้นภายหลังโดยไม่มีเงื่อนไขเดิมรองรับ
ดังนั้น ผู้ที่มีกรมธรรม์อยู่แล้วควรตรวจสอบเอกสารกรมธรรม์ของตนเอง ไม่ควรสรุปจากข้อมูลในโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว
ใครบ้างที่ควรให้ความสำคัญกับ Co-payment?
เรื่องนี้ควรศึกษาเป็นพิเศษหากคุณกำลัง
- ซื้อประกันสุขภาพใหม่
- เปรียบเทียบประกันสุขภาพเหมาจ่าย
- ต่ออายุประกันสุขภาพ
- มีสวัสดิการบริษัทอยู่แล้ว
- ต้องการลดค่าเบี้ยด้วยแผน Deductible หรือ Co-payment
- มีประวัติการเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง
- วางแผนถือประกันสุขภาพระยะยาว
การเลือกประกันไม่ควรดูเฉพาะวงเงินสูงหรือเบี้ยถูก แต่ควรอ่านรายละเอียดเรื่อง การต่ออายุ การปรับเบี้ย Deductible และ Co-payment ประกอบกัน
5 วิธีลดความเสี่ยงเข้าเงื่อนไข Co-payment
1. ใช้สิทธิรักษาตามความจำเป็นทางการแพทย์
หากอาการสามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ ควรปรึกษาแพทย์ว่าสมควรต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่
2. ศึกษาความคุ้มครองก่อนเข้ารับการรักษา
ควรตรวจสอบวงเงิน เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนใช้สิทธิ
3. เลือกโรงพยาบาลให้เหมาะสม
ค่ารักษาของแต่ละโรงพยาบาลแตกต่างกัน การเลือกสถานพยาบาลให้เหมาะกับอาการและวงเงินประกันช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายได้
4. ตรวจสอบใบแจ้งค่าใช้จ่าย
ก่อนออกจากโรงพยาบาลควรตรวจสอบรายการค่ารักษา เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาจริง
5. ปรึกษาตัวแทนหรือบริษัทประกันก่อนเคลม
โดยเฉพาะเคสที่ต้องเข้ารักษาแบบผู้ป่วยใน การตรวจสอบเงื่อนไขก่อนช่วยลดปัญหาในการเรียกร้องสินไหมภายหลัง
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Co-payment ประกันสุขภาพ
Co-payment ประกันสุขภาพ คืออะไร?
Co-payment คือการที่ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลบางส่วนกับบริษัทประกันตามสัดส่วนที่กำหนด เช่น 10%, 20% หรือ 30% ตามเงื่อนไขกรมธรรม์
ทำประกันสุขภาพแล้วทุกคนต้อง Co-payment หรือไม่?
ไม่ใช่ ทุกคนไม่ได้ถูกบังคับให้ร่วมจ่ายเหมือนกัน ต้องพิจารณาว่ากรมธรรม์มีเงื่อนไข Co-payment หรือไม่ และในกรณี Renewal ต้องดูว่าผู้เอาประกันเข้าเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่
เคลม 3 ครั้งต้องจ่าย 30% จริงไหม?
ไม่จริงหากพิจารณาจากจำนวนครั้งเพียงอย่างเดียว ต้องเข้าเงื่อนไขอื่นที่กำหนดร่วมด้วย เช่น ประเภทการรักษา ความจำเป็นทางการแพทย์ และอัตราสินไหมต่อเบี้ยประกัน
Co-payment สูงสุดกี่เปอร์เซ็นต์?
สำหรับหลักเกณฑ์ Co-payment ในเงื่อนไขการต่ออายุ หากเข้าเกณฑ์ทั้งสองกรณี อัตราการร่วมจ่ายรวมกันจะไม่เกิน 50% ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
เป็นมะเร็งจะโดน Co-payment ไหม?
การเรียกร้องสินไหมจากโรคร้ายแรงไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาในหลักเกณฑ์การเกิด Co-payment ในปีต่ออายุที่กล่าวถึงข้างต้น อย่างไรก็ตามต้องตรวจสอบรายละเอียดกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทอีกครั้ง
Co-payment อยู่ตลอดไปหรือไม่?
ไม่จำเป็น หลักเกณฑ์สามารถพิจารณาใหม่เป็นรายปี หากปีต่อมาไม่เข้าเงื่อนไข ก็อาจกลับมาไม่มี Co-payment ได้ตามข้อกำหนดของกรมธรรม์
Co-payment กับ Deductible ต่างกันอย่างไร?
Co-payment เป็นการร่วมจ่ายตามเปอร์เซ็นต์ ส่วน Deductible คือจำนวนเงินส่วนแรกที่ผู้เอาประกันรับผิดชอบก่อนบริษัทประกันเริ่มจ่ายตามเงื่อนไข
สรุป Co-payment ประกันสุขภาพ ปี 2569
Co-payment ประกันสุขภาพไม่ได้หมายความว่าคนทำประกันทุกคนจะต้องออกค่ารักษาเอง 30% หรือ 50%
สำหรับ Co-payment ในเงื่อนไขการต่ออายุ จะมีการพิจารณาตามพฤติกรรมการเคลมและหลักเกณฑ์ที่กำหนดเป็นรายปี โดยต้องเข้าเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ดูเพียงจำนวนครั้งที่เข้าโรงพยาบาล
สิ่งที่ผู้ทำประกันควรทำคือ อ่านเงื่อนไขกรมธรรม์ให้เข้าใจ ใช้สิทธิรักษาตามความจำเป็นทางการแพทย์ และเลือกประกันสุขภาพที่เหมาะกับงบประมาณและความเสี่ยงของตัวเองในระยะยาว
หมายเหตุ: รายละเอียดความคุ้มครอง หลักเกณฑ์การเรียกร้องสินไหม และเงื่อนไข Co-payment อาจแตกต่างกันตามแบบประกันและกรมธรรม์ ควรศึกษารายละเอียดกรมธรรม์ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
เรื่อง แนวทางและคำชี้แจงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายร่วม (Copayment) ในประกันสุขภาพ
บทความโดย
กิตติธัช ปัญญาสหโชติ
เลขที่ใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิต 5701001638
โทร. 081-378-8982



บทความที่เกี่ยวข้อง
วิเคราะห์ความมั่นคงของบริษัทไทยประกันชีวิต จาก CAR 459.1% กำไรสุทธิ 6,575 ล้านบาท และอันดับ Fitch A-/AAA(tha) พร้อมข้อมูลล่าสุดปี 2569
16 ส.ค. 2026
จองคิวสมัครสอบ: ทำผ่านเว็บไซต์ของสมาคมประกันชีวิตไทย (https://www.tlaa.org/) โดยจะต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนและยืนยันการสมัคร
29 พ.ค. 2026
สำหรับผู้บริโภค อยากรู้ไหมว่าตัวแทนที่ท่านซื้อประกันด้วย ยังอยู่ในอาชีพไหม?
29 พ.ค. 2026


